วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

สวัสดีคร้าบทุกคนวันนี้เราจะพูดถึงสิ่งที่นักเรียนอย่างยังไม่เคยรู้กัน นั้นก็คือประวัติของเครื่องนักเรียนคร้าบบบบบบ

ประวัติของเครื่องแบบนักเรียน

ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เพื่อนๆ ทราบกันไหมคะว่า เครื่องแบบนักเรียนที่เราสวมใส่กันทุกคนนั้น มีที่มาที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์มากๆ โดยประเทศไทยได้เริ่มมีชุดนักเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๒๘ และได้มีการแบ่งเป็นชุดนักเรียนชาย นักเรียนหญิง ดังนี้
ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ (2)

ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

ชุดนักเรียนชาย เครื่องแบบประกอบด้วย
• หมวกฟาง มีผ้าพันหมวกสีตามสีประจำโรงเรียน ติดอักษรย่อนามโรงเรียนที่หน้าหมวก
• เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมทอง
• กางเกงไทย (กางเกงขาสั้นอย่างที่นักเรียนใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่เรียกว่า กางเกงขาสั้นในสมัยก่อน คือ กางเกงรูเซีย เป็นกางเกงทรงกระบอกยาวถึงใต้เข่ารวบชายรัดไว้ใต้เข่า) สีดำ
• ถุงเท้าขาว หรือดำ
• รองเท้าดำ
• ถุงเท้า รองเท้า เป็นของราคาแพง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีทุกคน ส่วนใหญ่ไม่มีใช้
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ กำหนดให้นักเรียนในหัวเมืองใช้เสือราชปะแตนสีเทา แทนเสื้อขาวได้ด้วย (เสื้อเทาเป็นเครื่องแบบสำหรับเดินป่า ข้าราชการในกรุงเมื่อออกไปหัวเมืองให้ใช้เสื้อเดินป่าสีเทา แทนเสื้อขาว เพราะรักษาความสะอาดง่ายกว่า ปัจจุบันยังคงมีข้าราชการสำนักพระราชวังและสำนักราชเลขาธิการที่ยังคงรักษาธรรมเนียมนี้อยู่ เมื่อต้องไปปฏิบัติราชการต่างจังหวัดจะเปลี่ยนเสื้อเป็นสีกากีทั้งหมด)
ต่อมาในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการจัดตั้งยุวชนทหาร และกำหนดให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ ๔ (เทียบกับปัจจุบันคือ ชั้น ม.๒ ขึ้นไป) ต้องเป็นยุวชนทหาร นักเรียนตั้งแต่ชั้นม.๔ ขึ้นไปจึงแต่งเครื่องแบบยุวชนทหารแทน
เครื่องแบบนักเรียน คือ
• หมวกทรงหม้อตาลสีกากีแกมเขียว หน้าหมวกเป็นโลหะมีอุณาโลมอยู่กลาง มีตัวอักษรว่า รักชาติยิ่งชีพ
• เสื้อเชิ้ตสีกากีแกมเขียว
• กางเกงขาสั้นสีกากีแกมเขียว
• ถุงเท้าดำ รองเท้าดำ
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผ้าขาดแคลน มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบนักเรียนเป็น
• หมวกกะโล่สีขาว
• เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ปักอักษรย่อนามจังหวัดพร้อมหมายเลขประจำโรงเรียนด้วยไหมสีน้ำเงิน โรงเรียนราษฎร์หรือสมัยนี้เรียกว่า โรงเรียนเอกชนปักสีแดง เช่น โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ใช้ ช.ม.๑ (ขึ้นต้นเลขที่ ๑ คือ โรงเรียนชายประจำจังหวัด แล้วต่อด้วยเลข ๒ โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด แล้วจึงต่อด้วยเลข ๓ โรงเรียนประจำอำเภอ ต่อด้วยโรงเรียนประชาบาลไปจนครบทั้งจังหวัด)
• กางเกงขาสั้นสีกากี เข็มขัดหนังสีน้ำตาล
• ถุงเท้าน้ำตาล รองเท้าน้ำตาล มีก็ได้ไม่มีก็ได้
มีบางโรงเรียนที่มีเครื่องแบบพิเศษ เช่นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือ วชิราวุธวิทยาลัย) โรงเรียนราชวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ โรงเรียน -.ป.ร.ราชวิทยาลัย) โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่ โรงเรียนพรานหลวง ใช้เครื่องแต่งกายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้าราชการพลเรือนในพระราชสำนัก ร.ศ. ๑๒๙ ประกอบด้วย
• หมวกหนีบสักหลาดสีน้ำเงินแก่ ติดตราพระมหามงกุฎเงินที่ขวาหมวก กับมีดุมพระมหามงกุฎเงินที่หน้าหมวก ๒ ดุม
• เสื้อราชปะแตนสีขาว ดุมพระมหามงกุฎเงิน ติดแผ่นคอพื้นน้ำเงินแก่มีแถบไหมเงินพาดกลาง กับมีอักษรย่อนามโรงเรียนทำด้วยเงิน ม.(มหาดเล็กหลวง) ร. (ราชวิทยาลัย) ช. (มหาดเล็กหลวงเชียงใหม่) และ พ. (พรานหลวง) ทับกึ่งกลางแผ่นคอทั้งสองข้าง
• กางเกงไทยสีน่ำเงินแก่
• ถุงเท้าดำ รองเท้าดำ
• เวลาเล่าเรียนปกติในโรงเรียนสวมเสื้อคอกลมผ้าป่านสีขาว ที่เรียกว่าเสื้อชั้นใน สวมกางเกงขาสั้น
เนื่องจากในช่วงแรกที่เริ่มวางรากฐานการศึกษาชาตินั้น มุ่งเน้นจัดการศึกษาสำหรับเด็กชาย การศึกษาสตรีจึงมาเริ่มเอาตอนปลายรัชกาลที่ ๕ แต่ก็ค่อยๆ เริ่มจัด จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงมีการจัดหลักสูตรสำหรับสตรีขึ้นเป็นการเฉพาะ และได้เริ่มมีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับสตรีขึ้น จึงเริ่มมีเครื่องแบบนักเรียนหญิง แต่ต้องขอประทานที่จำรูปแบบเสื้อไม่ได้ นุ่งผ้าซิ่นสีพื้น และต่อมามีกำหนดให้ติดเข็มอักษรย่อนามโรงเรียน เช่น โรงเรียนสตรีวัฒโนทัยพายัพ ติดเข็มอักษร ว พ ในวงกลม
ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ (1)
ต้นกำเนิด ชุดนักเรียนไทย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจึงปรับเปลี่ยนมาใช้ดังที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
เครื่องแบบนักเรียนเป็นเครื่องแบบสำหรับนักเรียน ใช้ในสถาบันการศึกษา ใช้กันมากในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โดยการแต่งเครื่องแบบนักเรียนมีพื้นฐานมาจากการแต่งตัวให้เข้ากับกาลเทศะของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เครื่องแบบของนักเรียนชายส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยกางเกงขาสั้นหรือขายาวสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวและอาจมีเนคไทด้วย ส่วนเครื่องแบบของนักเรียนหญิงนั้นแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่แล้วประกอบไปด้วยเสื้อครึ่งตัวของหญิงหรือกระโปรงชุดใส่พร้อมด้วยกระโปรงหรือกางเกงหรือเสื้อไม่มีแขนใช้ใส่ทับเสื้อเสื้อตัวใน ในบางประเทศอนุญาตให้นักเรียนหญิงใส่กางเกงขายาว การใช้เสื้อสามารถหรือเสื้อสูทเหมือนเสื้อแจ็กเกตทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชายนั้นถือเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะในประเทศที่อากาศหนาว ในขณะที่บางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นมาตรฐานให้ใช้สำหรับทุกโรงเรียน และบางประเทศมีเครื่องแบบนักเรียนแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน ในหลายโรงเรียนก็มีการจัดทำเข็มหรือตราสัญลักษณ์ติดหน้าอกด้วย
ปัจจุบันเครื่องแบบนักเรียนไทย มีรูปแบบการแต่งกายของผู้เข้าศึกษาในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในสถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ประกอบกับระเบียบปฏิบัติของโรงเรียนต่าง ๆ เอง
โรงเรียนรัฐบาล
นักเรียนชาย
เสื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ไม่มีสาบหลัง มีกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกด้านซ้าย ปักอักษรย่อหรือสัญลักษณ์ของโรงเรียนที่หน้าอกซ้ายและชื่อหรือตัวเลขประจำตัวนักเรียนที่หน้าอกขวา ซึ่งใช้ด้ายสีน้ำเงินหรือสีแดงในการปัก
กางเกงและเข็มขัด มี 3 แบบ คือ กางเกงขาสั้นสีกากี คู่กับเข็มขัดหนังสีน้ำตาล กางเกงขาสั้น สีดำคู่กับเข็มขัดหนังสีดำหรือน้ำตาล สีน้ำเงินคู่กับเข็มขัดสีดำหรือสีน้ำตาล ในปัจจุบัน โรงเรียนที่ใช้กางเกงนักเรียนสีกากีส่วนใหญ่อยู่นอกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร[ต้องการอ้างอิง]
รองเท้าและถุงเท้า มี 2 แบบ คือ กางเกงน้ำตาล ต้องสั้นกว่าเข่าอย่างน้อย 3-4นิ้ว จะใช้รองเท้าและถุงเท้าสีน้ำตาล อีกแบบคือใช้ถุงเท้าสีขาว คู่กับรองเท้าผ้าหรือหนังสีดำ
นักเรียนหญิง
เสื้อ
นักเรียนชั้นประถมศึกษา ใช้เสื้อคอปกบัวสีขาว เนื้อผ้าแบบเสื้อนักเรียนชาย ที่แขนไม่มีจีบ ปล่อยชายเสื้อ เช่นเดียวกันกับนักเรียนโรงเรียนสาธิต
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้เสื้อคอปกกะลาสี สีขาว เนื้อผ้าแบบเสื้อนักเรียนชาย ที่แขนมีจีบและกระดุม ผูกโบสีกรมท่าใต้ปกเสื้อ ปล่อยชายเสื้อ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เสื้อคอเปิดสีกากีแกมเขียว หรือเสื้อสนามคอเปิดสีกากีแกมเขียว สอดชายเสื้อไว้ในกระโปรง คาดทับด้วยเข็มขัดหนังสีดำ
ปักอักษรย่อของโรงเรียนที่หน้าอกขวาและชื่อนักเรียนที่หน้าอกซ้าย ซึ่งใช้ด้ายสีน้ำเงินปัก
กระโปรง เป็นกระโปรงสีกรมท่า มีจีบด้านหน้า 6 จีบ และด้านหลัง 6 จีบ (เฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษา และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น)
กางเกง เป็นกางเกงขายาวสีกากีแกมเขียวแบบฝึก หรือกางเกงสนามขายาวสีกากีแกมเขียว (เฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย)
รองเท้าและถุงเท้า รองเท้าหนังสีดำ ถุงเท้าสีขาว (เฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษา และ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น) และ รองเท้าสูงครึ่งน่องหนังสีดำ หรือรองเท้าเดินป่า (เฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย)
โรงเรียนเอกชน
นักเรียนชาย
ขึ้นอยู่กับการกำหนดหรือระเบียบของโรงเรียนนั้น ๆ ส่วนมากมักใช้เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงินหรือสีดำ โดยต้องสั้นเหนือเข่าประมาณ 3-4นิ้ว บางโรงเรียนจะให้ใส่สั้นกว่านี้ด้วย และจะมีบางโรงเรียนที่ใช้เสื้อเชิ้ตเป็นสีอื่น หรือใช้กางเกงขายาว เช่นโรงเรียนนานาชาติ เป็นต้น
นักเรียนหญิง
ขึ้นอยู่กับการกำหนดของโรงเรียน โดยโรงเรียนส่วนใหญ่มักเลือกใช้เสื้อกับกระโปรง แต่บางโรงเรียนใช้เสื้อแขนยาวแทน

สวัสดีคร้าบทุกคนวันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติของคอมพิวเตอร์กันนะคร้าบ

ประวัติของคอมพิวเตอร์

ความหมายของคอมพิวเตอร์ 
      หมายถึงเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานคำนวณผลและเปรียบเทียบค่าตามชุดคำสั่งด้วยความเร็วสูง อย่างต่อเนื่อง และอัตโนมัติ
 
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า
เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์
การจำแนกคอมพิวเตอร์ตามลักษณะวิธีการทำงานภายในเครื่องคอมพิวเตอร์อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (analog computer) เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็นหลักของการคำนวณ แต่จะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าแทน ไม้บรรทัดคำนวณ อาจถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็นหลักของการคำนวณ โดยไม้บรรทัดคำนวณจะมีขีดตัวเลขกำกับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมรประกบรวมกัน การคำนวณผล เช่น การคูณ จะเป็นการเลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีดตัวเลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่งแอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการทำนองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟ้าจะแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด
แอนะล็อกคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่เป็นตัวกระทำและเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ จึงเหมาะสำหรับงานคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่อยู่ในรูปของสมการคณิตศาสตร์ เช่น การจำลองการบิน การศึกษาการสั่งสะเทือนของตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว ข้อมูลตัวแปรนำเข้าอาจเป็นอุณหภูมิความเร็วหรือความดันอากาศ ซึ่งจะต้องแปลงให้เป็นค่าแรงดันไฟฟ้า เพื่อนำเข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้าแปรกับเวลาซึ่งต้องแปลงกลับไปเป็นค่าของตัวแปรที่กำลังศึกษา
ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนักเพราะผลการคำนวณมีความละเอียดน้อย ทำให้มีขีดจำกัดใช้ได้กับงานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น
 
2. ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (digital computer) คอมพิวเตอร์ที่พบเห็นทั่วไปในปัจจุบัน จัดเป็นดิจิทัลคอมพิวเตอร์แทบทั้งหมด ดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานเกี่ยวกับตัวเลข มีหลักการคำนวณที่ไม่ใช่แบบไม้บรรทัดคำนวณ แต่เป็นแบบลูกคิด โดยแต่และหลักของลูกคิดคือ หลักหน่วย หลักร้อย และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นระบบเลขฐานสินที่แทนตัวเลขจากศูนย์ถ้าเก้าไปสิบตัวตามระบบตัวเลขที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ค่าตัวเลขของการคำนวณในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะแสดงเป็นหลักเช่นเดียวกัน แต่จะเป็นระบบเลขฐานสองที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขเพียงสองตัว คือเลขศูนย์กับเลขหนึ่งเท่านั้น โดยสัญลักษณ์ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ จะแทนลักษณะการทำงานภายในซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ต่างกัน การคำนวณภายในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะเป็นการประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองทั้งหมด ดังนั้นเลขฐานสิบที่เราใช้และคุ้นเคยจะถูกแปลงไปเป็นระบบเลขฐานสองเพื่อการคำนวณภายในคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเป็นเลขฐานสองอยู่ ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่าย
จากอดีตสู่ปัจจุบัน
     พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีทางด้าน คอมพิวเตอร์ เมื่อ 50 ปีที่แล้วมา มีคอมพิวเตอร์ขึ้นใช้งาน ต่อมาเกิดระบบสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย และมีแนวโน้มการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราสามารถแบ่งพัฒนาการคอมพิวเตอร์จากอดีตสู่ปัจจุบัน สามารถแบ่งเป็นยุคก่อนการใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิคส์ และยุคที่เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิคส์
     เครื่องคำนวณในยุคประวัติศาสตร์
     เครื่องคำนวณเครื่องแรกของโลก ได้แก่ ลูกคิด มีการใช้ลูกคิดในหมู่ชาวจีนมากกว่า 7000 ปี และใช้ในอียิปต์โบราณมากกว่า 2500 ปี ลูกคิดของชาวจีนประกอบด้วยลูกปัดร้อยอยู่ในราวเป็นแถวตามแนวตั้ง โดยแต่ละแถวแบ่งเป็นครึ่งบนและล่าง ครึ่งบนมีลูกปัด 2 ลูก ครึ่งล่างมีลูกปัด 5 ลูก แต่ละแถวแทนหลักของตัวเลข
     เครื่องคำนวณกลไกที่รู้จักกันดี ได้แก่ เครื่องคำนวณของปาสคาลเป็นเครื่องที่บวกลบด้วยกลไกเฟืองที่ขบต่อกัน เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal) นักคณิตศาสาตร์ชาวฝรั่งเศส ได้ประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2185
     คอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มแรก ได้แก่ เครื่องจักรกลหรือสิ่งประดิษฐ์ขึ้นเพื่อช่วยในการ คำนวณ โดยที่ยังไม่มีการ นำวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมด้วย ลำดับเครื่องมือขึ้นมามีดังนี้
     ในระยะ 5,000 ปีที่ผ่านมา มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการคำนวณ และพัฒนา มาใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ลูกหิน ใช้เชือกร้อยลูกหินคล้ายลูกคิด
     ต่อมาประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล ชาวจีนได้ประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้ในการ คำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด ซึ่งถือได้ว่า เป็นอุปกรณ์ใช้ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและคงยังใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
     พ.ศ. 2158 นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ชื่อ John Napier ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ใช้ ช่วยการคำนวณขึ้นมา เรียกว่า Napier's Bones เป็นอุปกรณ์ที่ลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน เครื่องมือชนิดนี้ช่วยให้ สามารถ ทำการคูณและหาร ได้ง่ายเหมือนกับทำการบวก หรือลบโดยตรง
      พ.ศ 2185 นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศลชื่อ Blaise Pascal ซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 19 ปี ได้ออกแบบ เครื่องมือในการคำนวณโดย ใช้หลักการหมุนของฟันเฟืองหนึ่งอันถูกหมุนครบ 1 รอบ ฟันเฟืองอีกอันหนึ่งซึ่งอยู่ ทางด้านซ้ายจะถูกหมุนไปด้วยในเศษ 1 ส่วน 10 รอบ เครื่องมือของปาสคาลนี้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะชน เมื่อ พ.ศ. 2188 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากราคาแพง และเมื่อใช้งานจริงจะเกิดเหตุการณ์ที่ฟันเฟืองติดขัดบ่อยๆ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยถูกต้องตรงความเป็นจริง
     เครื่องมือของปาสคาล สามารถใช้ได้ดีในการคำนวณการบวกและลบ ส่วนการคูณและหารยังไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นในปี พ.ศ. 2216 นักปราชญษชาวเยอรมันชื่อ Gottfriend von Leibnitz ได้ปรับปรุงเครื่งคำนวณของ ปาสคาลให้สามารถทหการคูณและหารได้โดยตรง โดยที่การคูณใช้หลักการบวกกันหลายๆ ครั้ง และการหาร ก็คือการลบกันหลายๆ ครั้ง แต่เครื่องมือของ Leibnitz ยังคงอาศัยการหมุนวงล้อ ของเครื่องเองอัตโนมัติ นับว่า เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ดูยุ่งยากกลับเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
      พ.ศ. 2344 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศลชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พยายามพัฒนาเครื่องทอผ้าโดยใช้ บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่ง ควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ และแบบดังกล่าวสามารถนำมา สร้างซ้ำๆ ได้อีกหลายครั้ง ความพยายามของ Jacquard สำเร็จลงใน พ.ศ. 2348 เครื่องทอผ้านี้ถือว่าเป็น เครื่องทำงานตามโปรแกรมคำสั่งเป็นเครื่องแรก
     พ.ศ. 2373 Chales Babbage ถือกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2334 จบการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และได้รับตำแหน่ง Lucasian Professor ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ Isaac Newton เคยได้รับมาก่อน ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่นั้น Babbage ได้สร้างเครื่อง หาผลต่าง (Difference Engine) ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้คำนวณ และพิมพ์ตารางทางคณิศาสตร์อย่างอัตโนมัติ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2373 เขาได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษเพื่อสร้างเครื่อง Difference Engine ขึ้นมาจริงๆ
     แต่ในขณะที่ Babbage ทำการสร้างเครื่อง Difference Engine อยู่นั้น ได้พัฒนาความคิดไปถึง เครื่องมือในการคำนวนที่มีความสามารถสูงกว่านี้ ซึ่งก็คอืเครื่องที่เรียกว่าเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) และได้ยกเลิกโครงการสร้างเครื่อง Difference Engine ลงแล้วเริ่มต้นงานใหม่ คือ งานสร้างเครื่องวิเคราะห์ ในความคิดของเขา โดยที่เครื่องดังกล่าวประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่สำคัญ 4 ส่วน คือ
  1. ส่วนเก็บข้อมูล เป็นส่วนที่ใช้ในการเก็บข้อมูลนำเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ
  2. ส่วนประมวลผล เป็นส่วนที่ใช้ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์
  3. ส่วนควบคุม เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างส่วนเก็บข้อมูล และส่วนประมวลผล
  4. ส่วนรับข้อมูลเข้าและแสดงผลลัพธ์ เป็นส่วนที่ใช้รับทราบข้อมูลจากภายนอกเครื่องเข้าสู่ส่วนเก็บ และแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณให้ผู้ใช้ได้รับทราบ
     เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนประกอบต่างๆ ของเครื่อง Alaytical Engine มีลักษณะใกล้เคียงกับส่วนประกอบ ของระบบคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน แต่น่าเสียดายที่เครื่อง Alalytical Engine ของ Babbage นั้นไม่สามารถ สร้างให้สำเร็จขึ้นมาได้ ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยี สมัยนั้นไม่สามารถสร้างส่วนประกอบต่างๆ ดังกล่าว และอีกประการหนึ่งก็คือ สมัยนั้นไม่มีความจำเป็น ต้องใช้เครื่องที่มีความสามารถสูงขนาดนั้น ดังนั้นรัฐบาล อังกฤษจึงหยุดให้ความสนับสนุนโครงการของ Babbage ในปี พ.ศ. 2385 ทำให้ไม่มีทุนที่จะทำการวิจัยต่อไป สืบเนื่องจากมาจากแนวความคิดของ Analytical Engine เช่นนี้จึงทำให้ Charles Babbage ได้รับการยกย่อง ให้เป็น บิดาของเครื่องคอมพิวเตอร์
     พ.ศ. 2385 ชาวอังกฤษ ชื่อ Lady Auqusta Ada Byron ได้ทำการแปลเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่อง Anatical Engine จากภาษาฝรั่งเศลเป็นภาษาอังกฤษ ในระหว่างการแปลทำให้ Lady Ada เข้าใจถึงหลักการทำงาน ของเครื่อง Analytical Engine และได้เขียนรายละเอียดขั้นตอนของคำสั่งให้เครื่องนี้ทำการคำนวณที่ยุ่งยาก ซับซ้อนไว้ในหนังสือทางคณิตศาสตร์เล่มหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์โปรแกรมแรกของโลก และจากจุดนี้จึงถือว่า Lady Ada เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก (มีภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมที่เก่แก่ อยู่หนึ่งภาษาคือภาษา Ada มาจาก ชื่อของ Lady Ada) นอกจากนี้ Lady Ada ยังค้นพบอีกว่าชุดบัตรเจาะรู ที่บรรจุคำสั่งไว้สามารถนำกลับมาทำงานซ้ำได้ถ้าต้องการ นั่นคือหลักของการทำงานวนซ้ำ หรือเรียกว่า Loop เครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 19 นั้น ทำงานกับเลขฐานสิบ (Decimal Number) แต่เมื่อเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ระบบคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาขึ้นจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมาใช้ เลขฐานสอง (Binary Number) กับระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักของพีชคณิต
     พ.ศ. 2397 นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ George Boole ได้ใช้หลักพีชคณิตเผยแพร่กฎของ Boolean Algebra ซึ่งเป็นคณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายเหตุผลของตรรกวิทยาที่ตัวแปรมีค่าได้เพียง "จริง" หรือ "เท็จ" เท่านั้น (ใช้สภาวะเพียงสองอย่างคือ 0 กับ 1 ร่วมกับเครื่องหมายในเชิงตรรกพื้นฐาน คือ AND, OR และ NOT)
     สิ่งที่ George Boole คิดค้นขึ้น นับว่ามีประโยชน์ต่อระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็น การยากที่จะใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งมีเพี่ยง 2 สภาวะ คือ เปิด กับ ปิด ในการแทน เลขฐานสิบซึ่งมีอยู่ถึง 10 ตัว คือ 0 ถึง 9 แต่เป็นการง่ายกว่าเราแทนด้วยเลขฐานสอง คือ 0 กับ 1 จึงถือว่าสิ่งนี้เป็นรากฐานที่สำคัญของการ ออกแบบวงจรระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน
     พ.ศ. 2423 Dr. Herman Hollerith นักสถิติชาวอเมริกันได้ประดิษฐ์เครื่องประมวลผลทางสถิติซึ่ง ใช้กับบัตรเจาะรู เครื่องนี้ได้รับการพัฒนา ให้ดียิ่งขึ้นและมาใช้งานสำรวจสำมะโนประชากร ของสหรัฐอเมริกา ในป พ.ศ. 2433 และช่วยให้การสรุปผลสำมะโนประชากรเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปีครึ่ง (โดยก่อนหน้านั้นต้องใช้เวลาถึง 7 ปีครึ่ง) เรียกบัตรเจาะรูนี้ว่า บัตรฮอลเลอริธ และชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกบัตรนี้ ก็คือ บัตร ไอบีเอ็ม หรือบัตร 80 คอลัมน์ เพราะผู้ผลิตคือ บริษัท IBM

สวัสดีคร้าบพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน วันนี้เราจะเล่าถึงประวัติความเป็นของสิ่งที่เรากันอยู่ทุกวันนี้
นั้นก็คือ google นั้นเองคร้าบ

ประวัติ Google
ช่วงปี 1995-1997 ปี แห่งการเริ่มต้น
                เป็นช่วงปีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน Google เมื่อ ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ตั้งแต่แรกคือ หนุ่มวัยรุ่น Larry Page และ Sergey Brin ทั้งคู่ได้รู้จักกันที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สาขา Computer scienceเมื่อปี 1995 ขณะนั้น Larry อายุ 24 ปี และ Sergey อายุ 23 ปี ด้วยบุคลิกที่กล้าคิดกล้าแสดงออกในบรรดาเรื่องต่าง ๆ ที่ตัวเองสนใจของทั้งคู่ ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเรื่องของการสร้างเทคโนโลยีระบบจักรกลที่สามารถดึงสืบค้นข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้ ซึ่งยังเป็นหัวข้อที่สำคัญและสามารถพัฒนาต่อได้อีกมากมายในด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับการขนถ่ายข้อมูล
                เดือนมกราคมปี 1996 Larry Page และ Sergey Brin ได้เริ่มค้นคว้าเทคโนโลยีจักรกลค้นหาหรือว่า search engines ที่สมัยนั้น ถูกเรียกว่า BackRub ซึ่งหมายถึงความสามารถอันพิเศษที่สามารถสามารถจะเข้าไปวิเคราะห์ “back links” ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ โดยในช่วงแรก ๆ นั้น การทำงานของทั้งคู่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะยังขาดปัจจัยด้านทุนทรัพย์เหมือนกับเด็กนักศึกษาทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฎว่าเทคโนโลยี BackRub กลับเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขวัญตื่นตาตื่นใจไปทั่วมหาวิทยาลัยกับระบบจักรกลค้นหาที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น

ปี 1998 สัญญาณของความสำเร็จ
                ทั้ง หนุ่มได้พยายามสานต่อรากเหง้าของเทคโนโลยีที่ตนเองคิดค้นขึ้นมาให้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง โดยใช้หกพักของ Larry  มาเป็นห้อง Data center ห้องแล็บแรกของ Google ซึ่งในช่วงแรกทั้งคู่ก็ไม่ได้สนใจที่จะจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้ออกไปสู่ท้องตลาด ขณะนั้นเว็บไซต์ของYahoo! เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ของพวกเขา แต่เหมือนฟ้าดลใจ เพราะตอนนั้น Yahoo! ไม่สนใจระบบSearch engine และมองว่ากลุ่มลูกค้าของยาฮูไม่จำเป็นต้องใช้จักรกลค้นหาแบบนี้ และแนะนำให้ Larryและ Sergey ตั้งบริษัทขึ้นมารองรับเองจะดีกว่า
                เมื่อได้รับคำตอบแบบนี้ ก็เลยทำให้ทั้ง 2 คนตัดสินใจที่จะเริ่มต้นสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมา สิ่งแรกที่พวกเขาคิดก็คือ หาเงินทุนสำหรับใช้เป็นงบประมาณใจการย้ายออฟฟิศออกไปจากหอพักนักศึกษาแห่งนี้ และหาทางจ่ายเงินค่าฮาร์ดดิสก์ที่พวกเขาลงทุนที่จะมาช่วยโครงการนี้ให้สำเร็จ
                คนแรกที่มองเห็นศักยภาพของ Search engine ก็คือ Andy Bechtolsheim ผู้ร่วมก่อตั้ง Sun Microsystems เมื่อ 2 หนุ่มได้นำโปรแกรมตัวอย่างเข้าไปนำเสนอ และได้มีการพูดคุยกันทุกเช้า

ปี 1999 เงินทุนก้อนใหญ่มาแล้ว
                วันที่ 7 มิถุนายน 1999 Google ก็ได้ประกาศว่าได้มีผู้ร่วมทุนขนาดใหญ่เข้ามาอีก 2 รายคือMike Moritz แห่งกลุ่มบริษัทเงินทุน Sequoia และ John Doerr ของบริษัท Kleiner Perkins มานั่งอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการบริหารของบริษัทพร้อมกับเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเข้ามาอีกถึง 25 ล้านดอลลาร์ และโปรแกรม Search Engines ก็ได้ถูก AOL/Netscape นำไปใช้สำหรับเป็นเครื่องมือด้านในเว็บไซต์ ซึ่งมียอดใช้งานสูงถึง 3 ล้านครั้งต่อวันเลยทีเดียว

เริ่มปรากฏ
                ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แล้ววันหนึ่ง Andy ได้พูดประโยคที่กลายเป็นตำนานของ Googleนั่นก็คือ “แทนที่จะมาพูดกันแต่เรื่องของรายละเอียดของโปรแกรม เอาเป็นว่าผมเขียนเช็คให้กับคุณเลยดีกว่า แล้วเช็คเงินจำนวน 1 แสนดอลลาร์ก็ทำให้ Google Inc. ถูกก่อตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการนับแต่การพูดคุยกันในวันนั้น เมื่อร่วมกับเงินทุนจากญาติพี่น้องเพื่อนฝูงและคนที่มองเป็นอนาคตของ  Googleสุดท้ายเงินลงทุนเบื้องต้นในการสร้างอาณาจักรของ Google ก็เลยลงเอยของการเริ่มต้นที่ 1 ล้านดอลลาร์
                เดือนกันยายน ปีเดียวกันนี้ที่ Menlo Park แคลิฟอร์เนียก็กลายเป็นที่พำนักใหม่ของ Google Inc.และได้ Craig Silverstein มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี หลังจากนั้นเว็บไซต์ Google.comก็เริ่มออกสู่สายตาของนักท่องเว็บไซต์ทั่วโลก มีคนเข้ามาใช้บริการค้นหาเว็บไซต์ในช่วงแรกที่ยังเป็นเบต้าเวอร์ชันสูงถึงวันละกว่าหมื่นครั้ง พอถึงเดือนธันวาคม หนังสือ PC Magazine ได้จัดเว็บไซต์ของGoogle ให้เป็นส่วนหนึ่งของ Top 100 Web Sites และ Search Engines ประจำปี 1998 มาถึงตอนนี้ชื่อของ Google ก็ไม่ได้เป็นชื่อโนเนมอีกต่อไป แต่กลายเป็นแบรนด์เนมระดับโลกไปเรียบร้อยแล้ว

ปี 2000 ปีแห่งการสยายปีกของ Google
                เป็นปีที่อาณาจักรของ Google เริ่มค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเสริมอย่าง Google Directoryและบริการค้นหาข้อมูลผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อแบบไร้สาย รวมถึงความสามารถในการให้บริการภาษาต่าง ๆ สำหรับใช้ค้นหาลิงก์เว็บไซต์ได้ถึง 10 ภาษาทั่วโลก
                วันที่ 26 เดือนมิถุนายน Google และ Yahoo! ได้ประกาศการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันโดยทั้ง 2 บริษัทจะมีการและเปลี่ยนเทคโนโลยีซึ่งกันและกัน เพื่อรองรับบริการที่เข้ามาสูงถึง 18 ล้านครั้งต่อวัน และตอนนี้เว็บไซต์ NetEase ของประเทศจีน และ Biglobe ของญี่ปุ่น ต่างก็ใช้ระบบค้นหาของ Googleเข้ามาใช้ในเว็บไซต์ของตนเป็นครั้งแรก
                บริการใหม่ ๆ ของ Google ในช่วงปีนี้ ได้แก่ AdWords  บริการคีย์เวิร์ดค้นหาเกี่ยวกับการโฆษณาสำหรับธุรกิจองค์กรขนาดเล็ก และพอมาถึงช่วงปลายปี 2000 Google Toolbar ก็ได้เผยโฉมออกมาสู่ท้องตลาดเว็บไซต์ ซึ่งช่วยทำให้บริการค้นหาของ Google สามารถทำได้อย่างง่าย ๆ โดยที่    ยูสเซอร์ที่ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของ Google อีกต่อไป
                สิ้นปี 2000 Google สามารถทำยอดสถิติคนใช้บริการค้นหา Search Engines ได้สูงถึงวันละ 100 ล้านคน การใช้งานของโปรแกรมนี้แพร่หลายไปกลุ่มคนทุกระดับที่มีการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา นักวิจัยค้นคว้า รวมถึงบริการค้นหาแบบไร้สายนั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย เพราะอุปกรณ์มือถือนั้นมีการใช้งานกันทั่วโลก และเมื่อโทรศัพท์มือถือสามารถเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ การมีเครื่องมือสำหรับใช้ค้นหาเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน

ปี 2001 การแตกไลน์ด้านการบริการครั้งสำคัญ
                ในเดือนกุมภาพันธ์ Google ได้เริ่มรุกเข้าสู่ธุรกิจดอทคอมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เมื่อได้เข้าไปถือหุ้นซื้อบริษัท Deja.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ด้านระบบฐานข้อมูลอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ โดยการนำระบบฐานข้อมูลเหล่านี้ให้กลายมาเป็นฟอร์แมตที่สามารถใช้ Search Engines เข้าไปค้นหาได้ ด้วยความสำเร็จที่ก้าวเข้ามาถึงจุดนี้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปลายปี 2001 Google ก็เริ่มประกาศให้ชาวโลกได้ทราบว่าตอนนี้ธุรกิจออนไลน์ของตนกำลังทำรายได้และผลกำไรให้อย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว
                ชื่อเสียงของ Google เริ่มขจรขจายไปทั่วโลก เมื่อเดือนตุลาคม Google ได้ตกลงเซ็นสัญญาร่วมกับ Lycos Korea ในการนำจักรกลค้นหาของ Google ไปใช้บริการในด้านกลุ่มข่าวหรือว่า Usenet Archive ใน New Group  สำหรับกลุ่มยูสเซอร์ที่อยู่ในฝั่งเอเชีย และ Google ก็สามารถรองรับภาษา     ทั่วโลกได้ถึง 26 ภาษาแล้ว รวมถึงภาษาอาราบิกและภาษาตุรกี
                ในเดือนธันวาคม Google ได้ขยายความสามารถในการให้บริการไปอีกขั้นหนึ่ง นอกเหนือไปจากระบบการค้นหาข้อมูลส่วนทีเป็นตัวหนังสือ โดยบริการใหม่ที่ชื่อว่า “Google Image Search” ซึ่งเป็นบริการค้นหาภาพแบบออนไลน์โดยใช้ระบบดัชนีค้นหา รวมไปถึงบริการซื้อขายของออนไลน์Googleสามารถเข้าไปค้นหาอีเมล์ออเดอร์แคตาล็อกได้มากกว่า 1,100 รายการ อย่างง่ายดาย เทียบกับระบบเดิมที่ต้องใช้โทรศัพท์หรือว่าแฟกซ์ออเดอร์เป็นหลัก
                เดือนธันวาคมนี้เหมือนจะเป็นเดือนแห่ง Google โดยแท้ เพราะว่าระบบค้นหาของ Google นั้นมีฐานข้อมูลที่สามารถค้นหาเอกสารที่เป็น Web Documents ได้สูงถึง 3 พันล้านรายการ เป็นการพังทลายกำแพงกั้นเทคโนโลยีด้านข้อมูลแบบเติม ๆ และทำให้โลกของระบบข้อมูลข่าวสารนั้นถูกย่อลงมาเหลือเพียงแค่ปลายนิ้วคลิ้กเท่านั้นเอง

ปี 2002 สานต่อเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในระดับโมเลกุล
                เดือนกุมภาพันธ์ 2002 Google ได้รับรางวัล “Search Engine Watch Awards” ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้จากการลงความเห็นของเว็บมาสเตอร์จากทั่วโลกที่ให้คะแนน Google ในฐานะบริการยอดเยี่ยมด้านต่าง ๆ เช่น Best Image Search Engine, Best Design, Most Webmaster Friendly Search Engine และบริการ Best Search Feature
                นวัตกรรมในช่วงปีนี้ของ Google มีการพัฒนาเครื่องมือช่วยเขียนโปรแกรมเว็บแอพพลิเคชัน (Application Programming Interfaces-APIs) ซึ่งช่วยทำให้องค์กรหรือว่าบริษัทต่าง ๆ สามารถค้นหาเอกสารที่เก็บและหมุนเวียนอยู่ภายในบริษัทได้นับเป็นพันล้านฉบับ และบริการใหม่ Google Compute ที่เพิ่มเข้าไปไว้ใน Google Toolbar โดยเป็นโปรแกรมที่สามารถเข้าไปตรวจค้นได้ว่าช่วงจังหวะเวลาไหนที่คอมพิวเตอร์ของคุณเกิดไม่ยอมทำงานขึ้นมา โปรแกรมจะเข้าไปตรวจสอบและกระตุ้นให้ระบบทำงานตามหลักตรรกะทางคณิตศาสตร์คล้ายกับระบบการออกแบบยาเพื่อให้เข้าสู่ระบบการทำงานของร่างกายนั่นเอง
                มีอีกบริการหนึ่งของ Google ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็คือ บริการ AdWords บริการเกี่ยวกับระบบโฆษณาโดยการใช้วิธีวัดแบบ Cost-Per-Click (CPC) เพื่อทำให้โฆษณานั้นสามารถสื่อไปถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายต้องการจะชมสื่อโฆษณาตามที่ตัวเองต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องยัดเยียดโฆษณาแบบเหวี่ยงแหเหมือนเดิมอีกต่อไป เรียกว่าตรงใจทั้งผู้บริโภคและบริษัทที่ต้องการจะขายสินค้าของตนได้มากที่สุด
                มาถึงเดือนกันยายนปีเดียวกันนี้ Google ได้เปิดเว็บเซอร์วิส Google News มาให้บริการสำหรับแหล่งข้อมูลข่าวสารทั่วโลก เป็นบริการฟรีที่ยูสเซอร์สามารถสแกนค้นหาหัวข้อข่าวใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา และช่วงส่งท้ายปี 2002 คือในเดือนธันวาคม เราก็ได้เห็นบริการ Froogle บริการค้นหาสินค้าที่มีการจัดออกมาเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งมีเว็บไซต์ให้คุณเลือกชอปงนับล้านเว็บไซต์เลยที่เดียว

ปี 2003 ปีแห่งการพลิกโฉมใหม่ให้กับวงการโฆษณา
                ปี 2003 เป็นก้าวทีสำคัญในการพลิกโฉมให้กับวงการโฆษณาออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กับบริการGoogle AdSense บริการที่ช่วยทำให้เว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เข้ามาใช้บริการของ Google สามารถสร้างรายได้ให้กับเว็บไซต์ของตนเอง ด้วยการเพิ่มมูลค่าหน้าเว็บไซต์ของตนเองเพียงแค่การคลิ้กหน้าโฆษณาบนเว็บไซต์เท่านั้นเอง
พร้อมกันนั้น Google Toolbar เวอร์ชัน 2.0 ก็ได้ออกสู่ท้องตลาดพร้อม ๆ กับ Google Deskbarคราวนี้แถบเครื่องมือ Toolbar ของ Google ได้เพิ่มประสิทธิภาพในด้านของระบบป้องกัน Pop-upโฆษณาของเว็บไซต์ต่าง ๆ (Pop-Up blocker) และระบบ Form Filler ที่ช่วยย่นเวลาในการกรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของคุณในกรณีที่คุณต้องการไปสมัครใช้บริการที่เว็บไซต์อื่น ๆ และต้องมีการกรอกข้อมูลสมัครสมาชิกอยู่เป็นประจำ รวมถึงทูลบาร์ยูทิลิตี้อื่น ๆ ที่เข้ามาเสริม เช่น ระบบเครื่องคำนวณ หรือระบบค้นหาสายการบิน เป็นต้น

ปี 2004 การประกาศศักดาของ Gmail และโปรแกรม Picasa
                มาถึงปี 2004 ปีที่ระบบฐานข้อมูลดัชนีค้นหาของ Google มีจำนวนสูงถึง 4.28 พันล้านหน้า  เว็บเพจ Google ได้รับตำแหน่ง  “Brand of the Year”  ประจำปี 2003 รวมถึงสถานีช่องข่าว ABC News ก็ให้เกียรติ Larry กับ Sergey ในฐานะ “Person of the Week
                เดือนกุมภาพันธ์ วันที่ 17 Google ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ตอนนี้ระบบดัชนีฐานข้อมูลของ Google มีอยู่สูงถึง 6 พันล้านรายการ โดยแบ่งออกเป็นดัชนีรายชื่อเว็บไซต์ 4.28 พันล้านชื่อเว็บเพจที่มีภาพเป้นส่วนประกอบอีก 880 ล้านเว็บไซต์ และมีระบบส่งข้อความ Usenet อีก 845 ล้านกลุ่ม กลายเป็นระบบฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้ให้บริการทั้งหมด
                บริการใหม่ ๆ ในช่วงต้นปี 2004 นี้ก็มี บริการ Local Search ซึ่งเป็นบริการแผนที่ประจำเมืองหรือรัฐต่าง ๆ ในอเมริกา ยูสเซอร์สามารถคลิ้กเข้าไปค้นหาร้านค้าหรือว่าแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่สำคัญได้และบริการ Personalized search อันนี้ก็เป็นบริการที่ต่อยอดมาจากคนที่เป็นสมาชิกอีเมล์ของ Googleยูสเซอร์สามารถเข้าไปค้นหารายชื่อของดัชนีค้นหาต่าง ๆ ในอดีตที่คุณเคยทำเอาไว้ โดยไม่จำเป็นต้องมาเริ่มค้นหาไหม่อีก เพียงแต่ว่าถ้าจะใช้บริการนี้คุณจะต้องเข้าไปจดทะเบียน Google Account เสียก่อน
                วันที่ 1 เมษายน Google ได้ประกาศบริการใหม่ล่าสุดที่ท้าทายยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Yahoo!หรือว่า Microsoft MSN กับบริการ Web-based mail service ที่เรียกว่า Gmail ซึ่งให้บริการพื้นที่เก็บจดหมายให้กับยูสเซอร์กว่า 2.6 กิกะไบต์ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่เก็บจดหมายที่มากกว่า Yahoo! สำหรับฟรีอีเมล์ที่ให้พื้นที่ 1 กิกะไบต์เสียอีก
                บริการใหม่ที่เกี่ยวกับการค้นหารูปภาพ Picasa ได้ฤกษ์เปิดตัวในวันที่ 13 กรกฎาคม บริการที่ทำให้คุณสามารถบริหารภาพถ่ายดิจิตอลของคุณได้อย่างง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดเก็บภาพให้เป็นหมวดหมู่หรือว่าการแชร์ภาพถ่ายของคุณไปให้กับคนอื่น ๆ
                วันที่ 14 ตุลาคม Google ได้นำบริการ Google Desktop Search เวอร์ชันแรกออกสู่ท้องตลาดในฐานะฟรีแวร์ และบริการ Google SMS สำหรับส่ง SMS เข้ากับเครื่องโทรศัพท์มือถือของคุณ โดยไม่ว่าคุณจะอยู่จะไหนในโลกที่มีเครือข่ายสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ
                ปิดท้ายในเดือนธันวาคม บริการส่งท้ายปีของ Google คือ Google Groups เวอร์ชันล่าสุดซึ่งเป็นบริการ Usenet ที่มีกลุ่มหัวข้อต่าง ๆ ให้เลือกถึง 1 พันล้านเรื่องต่อยอดมาตั้งแต่ปี 2001 เวอร์ชันนี้       ยูสเซอร์สามารถที่จะสร้างและบริหารอีเมล์แบบเป็นกรุ๊ปส่วนตัวของคุณเอง สมาชิกในกลุ่มสามารถเข้ามาพูดคุยถกปัญหาหรือว่าประเด็นกันได้ทุกเรื่อง และบริการ Google Print ซึ่งเป็นบริการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างห้องสมุดของมหาวิทยาลัย Harvard, Stanford, Michigan, Oxford และห้องสมุดสาธารณะของกรุงนิวยอร์ก ที่เปิดโอกาสให้ยูสเซอร์สามารถเข้าไปสแกนดูหน้าตัวอย่างหนังสือที่ได้รับการเก็บสะสมเอาไว้ในห้องสมุดได้  โดยใช้ดัชนีค้นหาของ Google

ปี 2005 กับการมาของ Google Earth
                นับได้ว่าเป็นปีของ Google ที่มีบริการใหม่ ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่โปรแกรมเวอร์ชันล่าสุดของ Google Desktop Search และ Google Search for the Enterprise บริการจัดการงานด้านข้อมูลข่าวสาร ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบการควบคุมด้าน IT ขององค์กร
                ส่วนบริการหลังอื่น ๆ ของ Google ในปี 2005 นี้ก็ยังมี Google Maps, Google Talk, Google Blog Search และที่โด่งดังเป็นข่าวหน้าหนึ่งในบ้านเราก็คือ บริการ Google Earth เทคโนโลยีภาพถ่ายดิจิตอลจากดาวเทียมที่ทำให้คุณสามารถเห็นแผนที่โลกทั้งโลกทั้งจากระยะใกล้และระยะไกลเพียงแค่การคลิกไม่กี่คลิกบนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั่นเอง

ปี 2006 ปีแห่งการเข้าสู่ระบบวิดีโอออนไลน์
                ถือได้ว่าปี 2006 นี้เป็นปีทองของ Google ที่ขยายไลน์ธุรกิจออกไปสู่สังคมคนบันเทิงที่มีฐานผู้ชมเป็นจำนวนมหาศาลคอยรองรับกับบริการ Google Vides Store บริการร้านเช่าวิดีโอแบบออนไลน์ที่คุณสามารถเข้าไปชมคุณภาพวิดีโอ ทั้งระบบเช่าหรือว่าดาวน์โหลดซื้อรายการต่าง ๆ จากรายการกีฬาดัง ๆ ภาพยนตร์ทีวีซีรีส์เรื่องดัง รายการทีวีโชว์ หรือว่ามิวสิควิดีโอแบบเว็บออนไลน์ได้จากเว็บไซต์แห่งนี้
                นอกจากนั้น Google ยังเปิดโอกาสให้คุณสามารถเข้าไปดาวน์โหลดสุดยอดของโปรแกรมรวมฮิตของ Google นั่นก็คือ Google Pack เป็นชุดโปรแกรมที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของบราวเซอร์และทำให้การท่องเว็บของคุณนั้นง่ายขึ้นกว่าเดิมมากมายหลายเท่าเลยทีเดียว
                ทั้งหมดนี้เป็นปูมหลังหรือประวัติของ Google โดยสังเขป ซึ่งผมได้รวบรวมเอามาสรุปให้ได้อ่านกันเพราะว่า Google นั่นเริ่มต้นจากห้องแล็บ ซึ่งเป็นห้องพักในมหาวิทยาลัยของ 2 นักศึกษา ที่มีอุดมการณ์และความคิดที่เหมือนกัน มาถึงวันนี้ธุรกิจของ 2 หนุ่มนั้นแตกไลน์ไปแบบกู่ไม่หยุดแล้ว ถ้านับเป็นมูลค่าก็เป็นพันเป็นหมื่นล้านดอลลาร์ ถือได้ว่าเป็นกรณีศึกษาทางด้านไอทีที่เราสามารถนำไปศึกษาและเป็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สาหวาดดีคร้าบพ่อแม่พี่น้องทุกๆคน วันนี้ผมจะมาพูดถึงการศึกษาของประเทศที่เรารัก คงเป็นประเทศใดไปไม่ได้คร้าบทุกคน ต้องเป็นประเทศไทยของเราอยู่แล้วคร้าบ เมื่อกล่าวถึงการศึกษาทุกคนคงคิดเหมือนกับผมใช่ไหมคร้าบ ว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไร้สาระ นักเรียนตีกัน แต่มันก้มีด้านดีในแบบของมันนะนะคร้าบ

การศึกษาไทย


การศึกษาในประเทศไทย เป็นการศึกษาที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย โดยภาครัฐจะเข้ามาดูแลโดยตรงและเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา สำหรับการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยนั้นได้กำหนดให้พลเมืองไทยต้องจบการศึกษาอย่างน้อยที่สุดในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น    และต้องเข้ารับการศึกษาอย่างช้าสุดเมื่ออายุ 7 ปีซึ่งการศึกษาภาคบังคับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแบ่งออกเป็นระดับชั้นประถมศึกษา 6 ปีและมัธยมศึกษา 6 ปี นอกจากนี้แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐานยังรวมถึงการศึกษาปฐมวัยอีกด้วย  ทั้งนี้รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550  ส่วนการบริหารและการควบคุมการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบันการศึกษาในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย                
 อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาของประเทศไทยนั้นถูกมองว่าล้าหลังและล้มเหลวเสมอมา   กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ว่า เด็กไทยมีระดับเชาวน์ปัญญา 98.59 ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐานของเชาวน์ปัญญาทั้งโลกที่ระดับ 100 โดยเด็กไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสติปัญญาน้อยที่สุด สูงขึ้นมาจึงเป็นภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางตามลำดับ

ระบบโรงเรียน




สำหรับระบบการศึกษาในโรงเรียนของประเทศไทยนั้นจะแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ช่วงชั้น คือ ช่วงชั้นที่ 1 ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 ช่วงชั้นที่ 2 ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ช่วงชั้นที่ 3 คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3) และช่วงชั้นที่ 4 คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6)  โดยในช่วงชั้นที่ 4 นั้นนอกจากจะมีการจัดการศึกษาในสายสามัญแล้ว ยังมีการจัดการศึกษาในสายอาชีพด้วย ซึ่งในระดับชั้น ปวช. 1 - 3 นั้นจะเทียบเท่ากับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยนักเรียนที่เลือกสายสามัญมักมีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษาที่เลือกสายอาชีพมักวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมสู่การจ้างงานและศึกษาเพิ่มเติม
ในการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย รวมไปถึงอาชีวศึกษาจำเป็นต้องมีการสอบข้อเขียนซึ่งจัดสอบโดยโรงเรียน ส่งผลให้ในบางครั้งอาจมีปัญหานักเรียนไม่มีที่เรียนได้   นอกจากนักเรียนจะต้องสอบข้อเขียนของโรงเรียนแล้ว นักเรียนจำเป็นต้องมีคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ(ONET) ซึ่งมีการจัดสอบในช่วงปลายภาคเรียนที่ 2 ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และปลายภาคเรียนที่ 2 ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ยื่นประกอบในการพิจารณา ส่วนการทดสอบระดับชาติของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 จะนำไปใช้ในการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย  สำหรับประเทศไทยนั้นมีการแบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 รูปแบบ คือ โรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน   ดยโรงเรียนรัฐนั้นจะบริหารจัดการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือหน่วยงานอื่นๆที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ส่วนโรงเรียนเอกชนจะบริหารจัดการโดยกลุ่มบุคคลหรือมูลนิธิต่างๆที่มีใบอนุญาตจัดตั้ง  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักเป็นโรงเรียนที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม เป็นหลัก ในเขตชนบทของประเทศไทยนั้นหลายๆโรงเรียนมีลักษณะเป็นโรงเรียนขยายโอกาส คือ มีการจัดการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น หรืออาจมีการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาปฐมวัยด้วยก็ได้  เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณทางการศึกษาแก่โรงเรียนชนบท ส่งผลให้นักเรียนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเอกชนมากกว่าโรงเรียนของรัฐ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่าคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนอยู่ในระดับมาตรฐานที่ดี  หรือเข้าศึกษาต่อในเขตเมืองของจังหวัดนั้น ๆ

ระบบชั้น



การจัดการศึกษาในประเทศไทยในระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาและในระดับอาชีวศึกษาจะแบ่งออกเป็น 2 ภาคการศึกษาโดยภาคการศึกษาแรกจะจัดการเรียนการสอนระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคมถึงวันที่ 11 ตุลาคมของทุกปี ในขณะที่ภาคการศึกษาปลายจะเริ่มวันที่ 1 พฤศจิกายนถึงวันที่ 1 เมษายนอย่างไรก็ตามมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนเวลาการเปิดภาคการศึกษาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มประเทศอาเซียน แต่กระทรวงศึกษาธิการยังคงยืนยันที่จะกำหนดวันเปิดปิดภาคเรียนตามเดิม สำหรับในระดับอุดมศึกษานั้นมีการจัดการเรียนการสอนออกเป็นทวิภาค ยกเว้นหลักสูตรนานาชาติที่จัดการเรียนการสอนแบบไตรภาค โดยมีภาคฤดูร้อนให้นิสิต/นักศึกษาสามารถเข้ามาศึกษาได้ สำหรับประเทศไทยได้แบ่งระดับชั้นการศึกษาไว้ดังตารางด้านล่างนี้

ระดับชั้นอายุ
สายสามัญสายอาชีพ
การศึกษาปฐมวัย
เตรียมอนุบาล2-3
อนุบาล3-5
ประถมศึกษา
ประถมศึกษาปีที่ 16 - 7
ประถมศึกษาปีที่ 27 - 8
ประถมศึกษาปีที่ 38 - 9
ประถมศึกษาปีที่ 49 - 10
ประถมศึกษาปีที่ 510 - 11
ประถมศึกษาปีที่ 611 - 12
มัธยมศึกษาตอนต้น
มัธยมศึกษาปีที่ 112 - 13
มัธยมศึกษาปีที่ 213 - 14
มัธยมศึกษาปีที่ 314 - 15
มัธยมศึกษาตอนปลายอาชีวศึกษา
มัธยมศึกษาปีที่ 4ประกาศนียบัตรวิชาชีพ 115 - 16
มัธยมศึกษาปีที่ 5ประกาศนียบัตรวิชาชีพ 216 - 17
มัธยมศึกษาปีที่ 6ประกาศนียบัตรวิชาชีพ 317 - 18
อุดมศึกษา
อุดมศึกษา (วิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัย)ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงอายุหลากหลาย ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียน 4 - 6 ปี


เครื่องแบบนักเรียนนักศึกษา


ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบนักเรียนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา โดยมีการประกาศเป็นกฎหมายในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551โดยสถานศึกษาจะต้องกำหนดเครื่องแบบให้ตรงตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการหรืออาจใช้เครื่องแบบอื่นตามที่สถานศึกษากำหนดก็ได้ โดยเครื่องแบบต่างๆของทุกระดับชั้นจะถูกกำหนดโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 ซึ่งเกิดขึ้นมาจากความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551สำหรับในระดับอุดมศึกษานั้น ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศของโลกร่วมกับ ประเทศลาว ประเทศกัมพูชาและประเทศเวียดนามที่มีการบังคับใช้เครื่องแบบในระดับอุดมศึกษาสำหรับในส่วนของเครื่องแบบในระดับอุดมศึกษานั้นยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษา 1,293 คน ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2556 พบว่า ร้อยละ 94.44 มีความคิดเห็นว่าเครื่องแบบยังมีความจำเป็นอยู่

ประวัติศาสตร์การศึกษาไทย



การศึกษาในช่วงแรกอย่างเป็นทางการมีขึ้นที่โรงเรียนวัด โดยจำกัดเฉพาะนักเรียนที่เป็นชายเท่านั้น


จบไปแล้วนะคร้าบกับการนำเสนอเรื่องการศึกษาของประเทศไทย ขอบคุณคร้าบที่ทุกคนเข้ามาดูบล็อกผม ผมหวังว่าบล็อกที่ผมเขียนขึ้นจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคร้าบ
บ๊ายบาย ^^

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สวัสดีคร้าบ วันนี้เราจะมาพูดถึงโรงเรียนที่น่าอยู่ที่สุดของยานบึงกุ่มกันดีกว่านะคร้าบ
จะเป็นโรงเรียนอะไรไปไม่ได้นอกจากโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ของเรานะคร้าบ
ผมจะเล่าให้ฟังเลยแล้วกันคร้าบ


โรงเรียนสุขุมนวพันธ์
โรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ ตั้งอยู่ที่ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม ใกล้กับสำนักงานเขตบึงกุ่ม ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดยนำชื่อมาจาก "ดร.สุขุม นวพันธ์" ผู้อุปถัมภ์โรงเรียนมาตั้งเป็นชื่อ ปัจจุบันเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ แบบสหศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)กระทรวงศึกษาธิการ

ประวัติ

โรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ เดิมชื่อ "โรงเรียนบางกะปิสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์" ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2537 ในสมัยของท่านอธิบดีบรรจง พงศ์ศาสตร์ อธิบดีกรมสามัญศึกษาในขณะนั้น ด้วยความริเริ่มของท่านผู้อำนวยการบรรจบ เสริมทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิในขณะนั้น เนื่องจากโรงเรียนบางกะปิมีนักเรียนเข้าศึกษาต่อเป็นจำนวนมาก สถานที่ของโรงเรียนไม่เพียงพอที่จะรองรับนักเรียนได้ทั้งหมด อีกทั้งในเขตชุมชนละแวกคลองกุ่ม บุตรหลานที่เข้าศึกษาต่อโรงเรียนมัธยมศึกษาต้องเดินทางลำบากในการไปโรงเรียนซึ่งห่างไกลจากชุมชนนั้นมาก จึงได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งโรงเรียนบางกะปิสาขาขึ้น เริ่มทำการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2537 โดยในช่วงแรกยังอาศัยอยู่ในพื้นที่โรงเรียนบางกะปิ และท่านผู้อำนวยการศิริลักษณ์ นันทพิศาล ผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิท่านต่อมา ได้เล็งเห็นว่าพื้นที่ของโรงเรียนบางกะปิไม่เหมาะสมที่จะสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนบางกะปิสาขาได้อีก จึงได้ดำเนินการหาที่ดินเพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนบางกะปิสาขา ในบริเวณเขตบางกะปิจำนวนหลายราย
ในที่สุด ดร.สุขุม และคุณเมธ์วดี นวพันธ์ ท่านได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงได้บริจาคที่ดินจำนวน 7 ไร่ ตั้งอยู่หลังสำนักงานเขตบึงกุ่ม และได้ดำเนินการออกโฉนดเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2540 และกรมสามัญศึกษาได้จัดสรรงบประมาณสร้างอาคารเรียนชั่วคราวถอดประกอบได้ จำนวน 4 หลัง 12 ห้องเรียน ปลูกในพื้นที่โรงเรียนบางกะปิ ต่อมาท่านผู้อำนวยการแคล้ว ทัศนพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิ ได้ประสานจัดอัตราครูจำนวน 12 อัตรา ให้กับโรงเรียนบางกะปิสาขา และเริ่มจัดนักเรียนในระดับชั้น ม.1-3 ระดับชั้นละ 3 ห้องเรียน ในปีการศึกษา 2538
ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศจัดตั้งโรงเรียนบางกะปิสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 โดยแต่งตั้งนางมานี ขำเพ็ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิ เป็นผู้บริหารโรงเรียนคนแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 กรมสามัญศึกษา ได้แต่งตั้ง นางกานดา สุขทุม ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิตบางแคปานขำ รักษาราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ และได้รับจัดสรรอาคารชั่วคราวกึ่งถาวร 1 หลัง จำนวน 4 ห้องเรียน พร้อมโต๊ะและเก้าอี้ ครู และนักเรียน ได้ดำเนินการจัดสร้างในที่ดินของโรงเรียนบางกะปิสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ หลังสำนักงานเขตบึงกุ่ม แต่เนื่องจากสถานที่ยังไม่เอื้ออำนวยในการจัดการเรียนการสอน จึงยังคงอาศัยอยู่ในโรงเรียนบางกะปิ และในปีงบประมาณ 2542 โรงเรียนได้รับงบประมาณ 69.2 ล้านบาท สำหรับสร้างอาคารเรียนแบบพิเศษ 8 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน แล้วเสร็จในต้นปี พ.ศ. 2544
ต่อมากรมสามัญศึกษา ได้แต่งตั้งให้ นางสุกัญญา ภู่พันธาภักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าช้างวิทยาคม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ ขณะที่ยังใช้อาคารเรียนร่วมกันกับโรงเรียนบางกะปิ ต่อมาในปีการศึกษา 2544 ได้ย้ายมาทำการเรียนการสอนในพื้นที่ปัจจุบัน และดำเนินการรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 สถานที่แห่งใหม่ตั้งอยู่เลขที่ 818 หมู่ 4 ถนนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร โรงเรียนได้ดำเนินการบริหารจัดการเรียนการสอนจนเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครอง ชุมชน และท่านผู้อุปถัมภ์โรงเรียน และได้ผ่านการประเมินภายนอก รอบแรก จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ "หนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน"
ปีการศึกษา 2546 ท่าน ดร.สุขุม นวพันธ์ ผู้อุปถัมภ์โรงเรียน มีความชื่นชมและเห็นความก้าวหน้าของโรงเรียนอย่างต่อเนื่องท่านได้ บริจาคที่ดินเพิ่มเติมจำนวน 3 ไร่ รวมเป็น 10 ไร่ และในปี พ.ศ. 2547 ท่าน ดร.สุขุม และคุณเมธ์วดี นวพันธ์ ได้บริจาคเงินเพื่อสบทบการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ 5 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน จำนวน 12.7 ล้านบาท ร่วมกับงบประมาณที่โรงเรียนได้รับจัดสรรเป็นงบผูกพันปีงบประมาณ 2548 จำนวน 25.6 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นห้องประชุม ห้องเรียน และโรงอาหาร
ในปี พ.ศ. 2547 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แต่งตั้งให้ นายโชว์นันต์ มารุตวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบางกะปิสุขมนวพันธ์อุปถัมภ์เป็นคนที่ 4 ในปี พ.ศ. 2547 โรงเรียนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ในปีการศึกษา 2548 ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โรงเรียนได้รับการประเมินจากคณะกรรมการโรงเรียนในฝัน ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบและแกนนำโรงเรียนในฝัน โรงเรียนได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์การจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (การใช้โปรแกรม GSP) ของเขตตรวจราชการส่วนกลางกรุงเทพมหานคร และได้รับการประเมินภายนอก รอบ 2 จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ "ดีมาก"
ในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนจากโรงเรียนบางกะปิสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ เป็น โรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้อุปถัมภ์โรงเรียน ดร.สุขุม และคุณเมธ์วดี นวพันธ์ และเพื่อประโยชน์ในการบริหารโรงเรียน อันเนื่องมาจากชื่อโรงเรียนพ้องกันกับโรงเรียนอื่น ในสมัย ฯพณฯ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ได้แต่งตั้งนายจำลอง เชยอักษร ผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ ทำให้โรงเรียนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ของโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในปีการศึกษา 2551 โรงเรียนได้รับรางวัลเกียรติคุณสัญญาธรรมศักดิ์ และภายใต้การนำของ นายจำลอง เชยอักษร ผู้อำนวยการโรงเรียน ทำให้โรงเรียนได้รับพระราชทานรางวัลโรงเรียนรางวัลพระราชทาน ประเภทโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ ประจำปี 2551 จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งนับว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวราชพฤกษ์เป็นอย่างยิ่ง
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ได้แต่งตั้งให้ นางสุกัญญา ชำนาญศิลป์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในขณะที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ เนื่องด้วย นายจำลอง เชยอักษร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ ได้เกษียณอายุราชการ
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ได้แต่งตั้งให้ นางอัปษร ปานประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ โรงเรียนได้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษา พร้อมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ต่างๆ ภายในบริเวณโรงเรียนให้เหมาะแก่การเรียนรู้ของนักเรียน
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ได้แต่งตั้งให้ นายวีระ เจนชัย รองผู้อำนวยการโรงเรียน ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในขณะที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียน เนื่องด้วย นางอัปษร ปานประเสริฐ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ ได้เกษียณอายุราชการ
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง นายเกษม สมภักดี ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ ขอนแก่น มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ โรงเรียนได้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนชุมชนใกล้เคียง และโรงเรียนได้รับการประเมินภายนอก รอบ 3 จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ "ดี"
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายเกษม สมภักดี ผู้อำนวยการโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนศรีพฤฒา พร้อมกันนี้ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายวีระ เจนชัย รองผู้อำนวยการโรงเรียน ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในขณะที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ และในวันที่ 13 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ได้มีคำสั่งให้ นายวีระ เจนชัย รองผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 จึงได้แต่งตั้งให้ นางปรียานุช สำเนียงสูง รองผู้อำนวยการโรงเรียน ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน 

รายชื่อผู้บริหารโรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์

1.นางมานี ขำเพ็ง  
2.นางกานดา สุขทุม3.นางสุกัญญา ภู่พันธาภักดิ์4.นายโชว์นันต์ มารุตวงศ์5.นายจำลอง เชยอักษร6.นางสุกัญญา ชำนาญศิลป์ (รองผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน)7.นางอัปษร ปานประเสริฐ8.นายวีระ เจนชัย (รองผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน)9.นายเกษม สมภักดี10.นายวีระ เจนชัย (รองผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน)11.นางปรียานุช สำเนียงสูง (รองผู้อำนวยการโรงเรียน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน)12.นายเผด็จ อุทุมสกุลรัตน์                       

ผู้อุปถัมภ์โรงเรียนสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์          

       ผู้อำนวยการคนปัจจุบันของเราชาว สอ.



มาดูส่วนของโรงเรียนกันดีกว่าคร้าบบบ




ห้องประชาสัมพันธ์



กระดาษบนเวที



ศาลาหกเหลี่ยม



ม้าหินอ่อน



อาคารเมธ์วดี


ห้องงานบุคคล



ห้องพยาบาล



โดมกีฬา



ตู้เก็บแสนโกง





ห้องธนาคารโรงเรียน



ภายในห้องพยาบาล



ศาลาแดง



ห้องวิชาการ



ความสุขของนักเรียน



ที่ล้างมือ (มาใหม่)



ศาลาผู้ปกครอง


หกเหลี่ยม



ที่กินน้ำ



อาคาร 2



เป็นไงบ้างละคร้าบโรงเรียนของผม น่าอยู่ปะละ
ใครอย่างมาอยู่สมัครเลยคร้าบผม
ก้ขอจบการพาทัวร์แค่นี้แล้วกันนะ
บ๊ายบายยย